Bookmark and Share Add to Favorites  
ค้นหาสินค้า
สมาชิกเข้าสู่ระบบ
User Name:
Password:
จำการล็อกอินของฉันไว้
ลืมรหัสผ่าน | สมัครสมาชิก
ลืมรหัสผ่าน
ใสอีเมล์ที่ลงทะเบียนไว้กับเรา

รวมลิ้งค์ส่วนราชการ
  รวมลิ้งค์สายการบิน ทั้งไทย และต่างประเทศ
  รวมลิ้งค์ส่วนราชการ สำนักนายกรัฐมนตรี @ กระทรวงต่างๆ @
  รวมลิ้งค์เบอร์โทร ที่อยู่ โรงพยาบาลทั่วประเทศ
  รวมลิ้งค์มหาวิทยาลัย วิทยาลัย โรงเรียน ทั่วไทย
การท่องเที่ยว
  รวมเว็บสายการบิน คลิกเดียวเที่ยวทั่วโลก
  รวมตารางเดินรถ รถไฟ รถประจำทาง บขส
  เบอร์โทรสถานีขนส่งทั่วไทย
  โรงแรม ที่พักทั่วประเทศ
ฟังเพลงฮิตอัพเดทล่าสุด
  หยุดบอกเลิกกันเสียที - นิวจิ๋ว
  ใจกลางความรู้สึกดีๆ
  คนใจร้าย–โบ สุนิตา ละคร ขุนศึก
  แค่ได้รักเธอ -7 Days Crazy
  ฉันอยู่ตรงนี้ข้างๆเธอ - Klear
  รักมากเท่าไหร่ ใจเจ็บเท่านั้น
รวมลิ้งค์ธนาคาร
  รวบรวมสถานีขนส่ง และเบอร์โทรทั่วไทย
  ธนาคารไทยพาณิชย์
  ธนาคารยูโอบี
  ธนาคารทหารไทย
  ธนาคารกสิกรไทย
   ธนาคารกรุงเทพ
   ธนาคารกรุงศรีอยุธยา
  ธนาคาร standardchartered
  ธนาคาร HSBC
บริษัทประกันภัย
  อยุธยา อลิอันซ์
  กรุงเทพประกันชีวิต
  ทิพยประกันภัย
  เทเวศประกันภัย
  nationwide
  aia
  thaizurich
  เมืองไทยประกันชีวิต
  ไทยประกันชีวิต
รวมลิ้งค์สุขภาพ
  pharm.chula
  เภสัชกรรม รามา
  ชมรมฟื้นฟูโรคมะเร็ง
  สมาคมแพทย์โรคหัวใจ
การศึกษา
  สถาบันพัฒนาวิชาชีพ
  educationsphere
  บริการ e-Learning
  ทุนการศึกษา
  ชมรมพุทธศาสตร์สากล
  tutor2u.net
  eduzones.com
  คุณครูดอทคอม
  กู้ยืมเพื่อการศึกษา
  ศึกษาต่อต่างประเทศ
  เรียนต่อต่างประเทศ
  www.eiffel.com
  จุฬาคิดส์คลับ
  หาเเพื่อนร่วมรุ่น
  ศึกษาต่อต่างประเทศ
รวมเว็บผู้หญิง
  orientalprincess
  lancome-th.com
  tellmecosmetic
  www.gracear.com
  เรียนแต่งหน้า
  ผู้หญิงน่ะค่ะดอทคอม
  ปัญหาผิว
รวมรูปดารา
  ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก
  แซมมี่ ปัณฑิตา
  ญาญ่า VS ใหม่ดาวิกา ใครน่ารั๊กกกกว่ากัน ?
  รวมรูปใหม่ ดาวิกา
  รวมรูปมิน พีชญา
  รวมรูป@ชมพู่ อารยา
  รวมรูปขวัญ อุษามณี
  รวมรูปกิ๊ปซี่ วนิดา
  รวมรูปต่าย ชัชฎาภรณ์ @รวมรูปดารา ต่าย
  รวมรูปดาราแอบถ่ายทีเผลอ
  รวมรูปปาย สิตางค์ @ รูปเซ็กซี่ปาย สิตางค์ @ รวมรูปแอบถ่ายปาย
  รวมรูปปู ไปรยา ภาพหลุดปูไปรยา
  รวมรูปดารา อุ้ม ลักขณา
  รวมรูปโม อมีนา @ รวมรูปหลุดโม อมีนา @ รูปแอบถ่ายโม อมีนา
  ดูรูปดาราเซ็กซี่ทั้งหมด
รวมคลิปดาราเซ็กซี่
  รวมคลิป มิน พีชญา behind the scene@Lisa@in @Play Etude 10th
  คลิปพลอย เฌอมาลย์ @In Magazine
  รวมคลิปจั๊กจั่น-อคัมย์สิริ @ชุดว่ายน้ำปกแพรว Hot click !
  รวมคลิปแฟชั่น มิ้นต์ ชาลิดา @In Magazine @Lisa --Hot click !
  คลิปเต้ย จรินทร์พร @In Magazine
  คลิปแก้ม กวินตรา@In Magazine
  คลิปชมพู่ อารยา @In Magazineฉบับ 206
  คิมเบอร์ลี่ เบื้องหลังแฟชั่น In Magazine
  หยก ธัญยกันต์ เอ็กซ์แตกโชว์ sexy ล้างรถน้ำกระจาย
  รวมคลิปโม - อมีนา พินิจ @Maxim
  อั้ม พัชราภา เบื้องหลังแฟชั่น In Magazine
  คลิปเนย โชติกา @ Maxim Thailand
  ฉัตร เบื้องหลังแฟชั่น In Magazine
  Maxim เจนสุดา
  มิน พีชญา - เบื้องหลังแฟชั่น in magazine
รวมลิ้งค์เว็บชื่อดัง
  รวมโปรแกรมทำนามบัตรฟรี และสอนการสร้างนามบัตรใช้เอง
  รวมเว็บบทเรียนออนไลน์ สอนวิชาชีพ
  รวมเว็บหางาน
   อ่านข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เดลินิวส์ มติชน สยามกีฬา
  รวมเว็บยอดฮิตเกี่ยวกับการ์ตูน อ่านการ์ตูนออนไลน์ ของเล่นเด็ก
  รถยนต์ รถมือสอง รถมือ 1 ซื้อขายรถ รวมเว็บรถยนต์มากที่สุด
  กลอนรัก กลอนหวาน หาคู่ หากิ๊ก รวบรวมเว็บไซท์เกี่ยวกับหาคู่
  UFO 2011 รวบรวมคลิปที่ถ่ายติด UFO ต่างดาว จากทั่วโลก
  มาเ่ล่นเกมส์ออนไลน์กันไม๊
รวมนิตยสาร แฟชั่นออกใหม่
  มิว นิษฐา จิรยั่งยืน LISA vol. 15 no. 13 July 2014
  Hormones The Next Gen # สุดสัปดาห์ vol. 32 no. 735 July 2014
  น้ำตาล พิจักขณา วงศารัตนศิลป์ ทีวีพูล vol. 25 no. 1260 July
  ปอย ตรีชฎา มาลยาภรณ์ PHEROMONE ASIA vol. 2 no. 15 July 2014
  อริสรา บัวปรางค์ [ฟ้า] HUG vol. 6 no. 8 July 2014
  สุษิรา แอนจิลีน่า แน่นหนา [ซูซี่] SLIM UP vol. 1 no. 76 July
  แพนเค้ก เขมนิจ จามิกรณ์ LISA vol. 15 no. 14 July 2014
  มิน พีชญา วัฒนามนตรี ดิฉัน vol. 37 no. 897 July 2014
  แซมมี่ บัณฑิตา ภูวิจารย์ เคาว์เวลล์ ทีวีพูล vol. 25 no. 1259
  แนท ณัฐชา นวลแจ่ม MIX vol. 6 no. 92 July 2014
  เต้ย จรินทร์พร จุนเกียรติ HER WORLD vol. 10 no. 125 July 201
  หญิงลี ธิดารัตน์ ศรีจุมพล @ แพรว vol. 34 no. 837 July 2014
  ทิสานาฏ ศรศึก [นาว] ทีวีพูล June 2014
  ใหม่ ดาวิกา สุดสัปดาห์ vol. 32 no. 734 July 2014
  แพทตี้ อังศุมาลิน สิรภัทรศักดิ์เมธา IN vol. 9 no. 223 June 2

ห้องไซไฟ นิยายวิทยาศาสตร์ อินคา แอตแลนติส

 วันพิพากษา

                กวีชาวโรมันนามว่า โอวิด ได้เขียนไว้เกี่ยวกับน้ำท่วมใหญ่ และเขียนพงศาวดารสืบต่อจากของเพลโตว่า

                       “ครั้งหนึ่งมีความเลวร้ายขึ้นบนโลก จนพระเจ้าผู้พิพากษา
                      หนีไปสู่สวรรค์ และกษัตริย์แห่งทวยเทพตัดสินพระทัย
                      จะหยุดยั้งเผ่าพงศ์ของมนุษย์ ...ความพิโรธของ
                      พระพฤหัสบดีมิได้จำกัดอยู่กับขอบเขตท้องฟ้าของพระองค์
                      เท่านั้น พระสมุทรได้ส่งคลื่นมาช่วย พระสมุทรฟาด
                      ทวนสามง่ามลงยังโลก ทำให้โลกต้องสั่นสะเทือน ...
                      ไม่ช้าก็ไม่มีดินแดนจากทะเลใต้พื้นน้ำ พรายน้ำนามว่า
                      เรไยเดส จ้องไปยังป่าไม้ บ้านเรือ และในเมืองด้วย
                      ความพิศวง มนุษย์ดับสูญไปเกือบทั้งหมด เพราะไม่มี
                      อากาศ ทำให้ตายด้วยความหิว”


                 จากเรื่องของอียิปต์โบราณ ทำให้เราทราบว่า นู เทพเจ้าแห่งน้ำ ทรงแนะนำพระโอรสคือเทพเจ้า เร หรือเทพเจ้าแห่งตะวัน ให้ทำลายล้างมวลมนุษย์เมื่อชาติต่าง ๆ หันมาทรยศเทพเจ้า เราอาจสรุปได้จากบันทึกนี้ว่า การทำลายล้างนี้สำเร็จลงได้ด้วยน้ำท่วมจากท่านนู เจ้าแห่งทะเลนั่นเอง

                ปาปิรัสสมัยราชวงศ์ที่สิบสอง อายุ 3,000 ปีก่อน ซึ่งเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ที่เลนินกราด ได้ระบุถึง เกาะงูใหญ่ ความว่า “หลังจากเจ้าจากเกาะนี้ไปแล้ว เราจะไม่พบเกาะนี้อีก เพราะที่แห่งนี้จะมลายไปใต้คลื่นมหาสมุทร”

                เอกสารของอียิปต์โบราณนี้บรรยายถึงอุกกาบาตที่ตกลง มา และน้ำท่วมใหญ่ที่ตามมา “เมื่อดาวร่วงจากสวรรค์ และเปลวไฟลามเลียทุกสิ่งอัน สิ่งทั้งมวลก็ไหม้ไฟ แต่ข้ารอดพ้นมาผู้เดียว ถึงกระนั้น เมื่อข้าเห็นซากศพเป็นภูเขาเลากา ข้าก็แทบจะสิ้นใจด้วยความโศกเศร้าอาลัย”

                นับว่าแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะนึกภาพการเปลี่ยน แปลงทางธรณีวิทยาโดยฉับพลัน ซึ่งทำลายล้างทวีปแอตแลนติส แต่นิทานพื้นบ้านและจารึกโบราณหลายเผ่าก็มีเรื่องของน้ำท่วมอย่างชัดเจน

                มหากาพย์กิลกาเมชอายุสี่พันปี ก็มีเรื่องรายละเอียดของน้ำท่วมใหญ่ และความเศร้าโศกถึงจุดจบของชนโบราณ “ความอดอยากทำลายล้างโลกมากกว่าเพราะน้ำท่วมใหญ่”

                คัมภีร์ไบเบิลมีเรื่องเรืออาร์คของโนอาห์ และเรื่องน้ำท่วมใหญ่ ในเรื่องของเอโนช ผู้เตือนโนอาห์ถึงภัยพิบัติที่กำลังจะมา ก่อนที่ตนจะขึ้นไปยังสวรรค์ทั้งยังมีชีวิต มีข้อความที่สำคัญเกี่ยวกับ “ไฟทางตะวันตก” และ “ทะเลอันกว้างใหญ่ไพศาลทางตะวันตก”

                ประมาณพันแปดร้อยปีก่อน ลูเซียนได้บันทึกเรื่องที่สำคัญเรื่องหนึ่งซึ่งแสดงว่าเรื่องน้ำท่วมใหญ่ นั้น มีอยู่อย่างแน่นอนในยุคโบราณ กล่าวคือ นักบวชแห่งบาลเบกซึ่งบัดนี้ได้อยู่ในดินแดนเลบานอน มีพิธีศักดิ์สิทธิ์เป็นการรินน้ำทะเลจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียนสู่รอยหินแตก ใกล้วิหาร เพื่อตรึงความทรงจำของน้ำในสมัยน้ำท่วมที่รินไหลเข้ามา และเพื่อตรึงความทรงจำเรื่องการช่วยชีวิตของเทพดูคาเลียนไว้ตลอดไป ในการนำน้ำทะเลมานั้น นักบวชจะต้องเดินทางไปยังขายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียน จากนั้นจึงกลับไปยังบาลเบก ใช้เวลาถึงสี่วัน สำหรับรอยหินแตกนี้อยู่ที่ปลายด้านเหนือสุดของเกรตรีฟต์ซึ่งยืดยาวไกลไปทาง ใต้ จนถึงแม่น้ำแซมเบซี พิธีกรรมนี้อาจจะเป็นความทรงจำพื้นบ้านในเรื่องน้ำท่วมก็ได้

                นิทานของพวกบุชแมนได้กล่าวถึงเกาะขนาดมหึมาอยู่ทาง ตะวันตกของแอฟริกา แต่ต่อมาก็จมอยู่ใต้น้ำ นี่เป็นหนึ่งในตำนานจำนวนมากมายที่เกี่ยวกับการจมของแอตแลนติส

                หลักฐานที่น่าแปลกใจเกี่ยวกับน้ำท่วมโลกมีอยู่อีก ฟากหนึ่งของมหาสมุทรแอตแลนติก เรื่องเหล่านี้ถือเป็นเรื่องปกติ หากเราถือว่าแอตแลนติสเคยเชื่อมต่อทางการค้าและวัฒนธรรมกับยุโรปและแอฟริกา และอเมริกา

                สำเนาจารึกเรื่องหนึ่งของชาวมายากล่าวว่า “ฟ้ามาถึงโลก และวันหนึ่งทุกสิ่งทั้งปวงจะพินาศ แม้ภูเขาก็จะดับสูญไปใต้ผิวน้ำ” สำเนาจารึกเดรสเดนของมายา แสดงถึงการทำลายล้างโลก โดยแสดงเป็นรูปภาพ ภาพหนึ่งมีงูในท้องฟ้า และกระแสน้ำพุ่งออกมาจากปาก จักรราศีของมายาบ่งบอกถึงการเกิดจันทรุปราคา และสุริยุปราคา ขณะเทพเจ้าแห่งดวงจันทร์เจ้าแห่งความตายมีท่าทางตกตะลึงพรึงเพริดด้วยความ กลัว ในมือถือถ้วยค่ำ น้ำที่จะมาทำลายน้ำไหลออก


สำเนาจารึกเดรสเดน สมัยก่อนโคลัมบัส แสดงระบบคณิตศาสตร์สมัยก่อนที่ตะวันตกจะรับมาจากอินเดีย

                คัมภีร์โพโพลวูห์ คัมภีร์ ศักดิ์สิทธิ์ของมายาในกัวเตมาลา ได้กล่าวถึงความน่ากลัวของภัยพิบัติครั้งนั้น โดยกล่าวว่า เสียงคำรามของไฟได้ยินมาจากเบื้องบน พื้นโลกสั่นสะเทือนและสรรพสิ่งหมุนคว้างมาพุ่งชนมนุษย์ น้ำมันดินตกลงมาปนกับน้ำ ต้นไม่แกว่งไกว บ้านเรือนแตกแยกเป็นเสี่ยง ๆ จากนั้นกลางวันก็มืดสนิทเยี่ยงกลางคืน คัมภีร์ชิลัมบาลัม ของยูคาตัน ยืนยันว่าดินแดนกำเนิดของชาวมายาถูกน้ำทับท่วม ขณะเกิดแผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิดอย่างบ้าคลั่ง ในยุคเก่าก่อนอันไกลโพ้น ชาวอินเดียผิวขาวเผ่าหนึ่งที่เคยอาศัยอยู่ในเวเนซูเอลา ชื่เผ่าปาเรีย อยู่ในหมู่บ้านที่มีชื่อน่าสนใจว่า อัตลัน หรือ แอตแลน (Atlan) พวกเขามีเรื่องเก่าเล่าถึงมหันตภัยที่ทำลายล้างดินแดนของตน อันเป็นเกาะใหญ่เกาะหนึ่งในมหาสมุทร การอ่านเรื่องปรัมปราของอเมริกันอินเดียนโดยละเอียด ทำให้ทราบข้อเท็จจริงที่น่าสนใจที่ว่า ชนกว่า 130 เผ่า ต่างมีตำนานเรื่องน้ำท่วมโลก

                เราจะใช้เรื่องปรัมปราและเรื่องพื้นบ้านเพื่อเติม ช่องว่างขนาดใหญ่ในประวัติศาสตร์ได้ไหม ศาสตราจารย์ ไอ.เอ. เอเฟรมอฟ แห่งสหภาพโซเวียต ได้ตอบยืนยันเรื่องนี้ เขายืนยันว่า “นักประวัติศาสตร์จะต้องให้ความนับถือแก่เรื่องพื้นบ้านโบราณ” ศาสตราจารย์เอเฟรมอฟได้ตำหนินักวิทยาศาสตร์ในตะวันตกที่ทำตนเป็นผู้เชี่ยวชาญ เมื่อพิจารณาเรื่องเล่าของคนที่เรียกว่า “ชาวบ้านธรรมดา”

                ตำนานของชาวเอสกิโมกล่าวว่า “ครั้นแล้วน้ำท่วมอย่างแรงกล้าก็มาถึง คนส่วนมากจมน้ำ และจำนวนคนลดน้อยลงทุกที” ชาวเอสกิโมและชาวจีนมีเรื่องปรัมปรากล่าวว่า พื้นดินกระเพื่อมอย่างแรง ก่อนมีน้ำท่วมใหญ่

                การเคลื่อนของแกนโลกสามารถอธิบายถึงน้ำท่วม อย่างกว้างขวางในโลกได้ แต่วิทยาศาสตร์ก็ไม่ทราบถึงสาเหตุที่ก่อให้เกิดการสั่นไหวอย่างฉับพลันนั้น การชนกับอุกกาบาตขนาดใหญ่เป็นตัวก่อให้เกิดน้ำท่วมแอตแลนติส หรืออาจเป็นตามทฤษฎีโฮเออร์บิเกอร์ที่ว่า เชลยของดาวเคราะห์ที่รู้จักกันในปัจจุบันว่า ดวงจันทร์ นักวิทยาศาสตร์บางท่านคิดว่า อ่าวแคโรไลนาเป็นผลจากอุกกาบาตโดยเฉลี่ยแล้วปล่องรูปวงรีมีเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณครึ่งไมล์ ขอบยกสูง ส่วนกลางลึกลง 25 – 50 ฟุต และเป็นเรื่องบังเอิญเหลือเกิน ที่พบลูกอุกกาบาตจำนวนมหาศาลในนอร์ธแคโรไลนา และเซาธ์แคโรไลนา

                สมมุติฐานเรื่องเปลือกโลกเคลื่อนตัวที่เสนอโดย ดอกเตอร์ชาร์ลส์ เอช. ฮาพกูด แห่งสหรัฐอเมริกา ได้ให้ข้อพิจารณาตัดสินอย่างละเอียด ท่านได้ตั้งทฤษฎีว่าเปลือกโลกบาง ๆ จะเคลื่อนไปมาบนลูกทรงกลมที่เป็นของเหลว ส่วนตัวการที่ก่อให้เกิดการเคลื่อนตัวก็คือน้ำแข็งที่ปกคลุมขั้วโลกนั่นเอง ด็อกเตอร์ฮาพกูด สามารถอธิบายการมีอยู่ของซากหินปะการังในเขตอาร์กติก หรือการเคลื่อนไปทางเหนือของธารน้ำแข็งในเทือกเขาหิมาลัย

                หากเปลือกโลกเคลื่อนที่ได้ การชนกับอุกกาบาตก็อาจเป็นเหตุให้เกิดการเคลื่อนของเปลือกโลกได้ นี่ไม่ใช่นิยายวิทยาศาสตร์ แต่เป็นความเป็นไปได้ในทางดาราศาสตร์ ขอให้เราพิจารณาถึงโลกเราที่คลาดจากการชนดาวเคราะห์น้อยเมื่อเดือนตุลาคม ปี 1937 เพียงห้าชั่วโมงครึ่งเท่านั้น

                ศาสตราจารย์เอ็น.เอส. เวตชินกินแห่งรัสเซีย มีคำตอบแก่ปริศาเรื่องแอตแลนติส และการเกิดน้ำท่วมโลกว่า “การ มีอุกกาบาตขนาดยักษ์ตกลงมาเป็นสาเหตุให้เกิดการทำลายล้างแอตแลนติส ก้อนอุกกาบาตขนาดมหึมาเหล่านั้น เราเห็นได้ชัดเจนบนพื้นผิวดวงจันทร์ มีปล่องหลุมดังกล่าวที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางสองร้อยกิโลเมตร ขณะที่บนโลกมีขนาดกว้างเพียงสามกิโลเมตรเท่านั้น เมื่อตกลงสู่ทะเล อุกกาบาตขนาดยักษ์จะก่อให้เกิดคลื่น ที่ไม่เพียงแต่ซัดกวาดอาณาจักรสัตว์และพืชเท่านั้น หากยังกวาดภูเขาต่าง ๆ ด้วย”

                บันทึกความทรงจำเรื่องน้ำท่วมแอตแลนติสนั้น ยังคงมีอยู่ในเรื่องปรัมปราของชนกลุ่มต่าง ๆ มากมาย และเราอาจอนุมานจากการศึกษาเรื่องเหล่านั้นได้ว่า ขอบเขตและคุณลักษณะของภัยพิบัติครั้งนั้น แปรเปลี่ยนไปตามตำแหน่งทางภูมิศาสตร์

                ชาวอินเดียนเผ่าคีเชในกัวเตมาลาจำได้ถึงฝนสีดำที่ ตกจากท้องฟ้า และเกิดขึ้นในคราวที่แผ่นดินไหวทำลายบ้านเรือนและถ้ำต่าง ๆ เรื่องนี้บ่งชี้ถึงการเคลื่อนไหวทางธรณีวิทยาอย่างรุนแรง ที่ปรากฏในมหาสมุทรแอตแลนติก ควันเถ้าถ่าน และสายน้ำจะทะเลที่บ้าคลั่ง ได้พุ่งขึ้นไปถึงบรรยากาศชั้นสตราโตสเฟียร์ จากนั้นก็เคลื่อนลงมา เนื่องจากการหมุนของโลง พาฝนดำนี้ลงมาทั่วอเมริการกลาง ตำนานของชาวคีเชได้รับการยืนยันจากชาวอินเดียนในอะเมซอน พวกเขากล่าวว่า หลังจากการระเบิดอย่างรุนแรง โลกก็เข้าสู่ความมืดมิด ชาวอินเดียนในเปรูยังกล่าวอีกว่า มีน้ำสูงขึ้นถึงภูเขา

                ในที่ราบลุ่มเมดิเตอร์เรเนียน เรายังได้ยินเรื่องเกี่ยวกับน้ำท่วมมากกว่าปรากฏการณ์ภูเขาไฟระเบิด ในเรื่องปรัมปราของกรีกโบราณ กล่าวว่ามีคลื่นสูงถึงยอดไม้ ซัดปลามาค้างกิ่งเมื่อน้ำลด คัมภีร์เซนต์อะเวสตะ ของเปอร์เซีย ยืนยันว่า ในเปอร์เซียมีน้ำท่วมสูงท่วมหัว

                เมื่อเดินทางไปไกลทางตะวันออก เราพบเอกสารโบราณกล่าวว่า ในประเทศจีน น้ำทะเลลดลงไปทางตะวันออกเฉียงใต้ เนื้อหาสังเขปของน้ำท่วมโลกนั้น ปะติดปะต่อกันได้เป็นเรื่องเดียวกัน คลื่นยักษ์ในแอตแลนติสคงจะก่อให้เกิดน้ำลดในอีกซีกโลก นั่นคือมหาสมุทรแปซิฟิก

                มีข้อถกเถียงยืนยันที่น่าสนใจควรแก่การยกมากล่าว อ้าง กล่าวคือในเม็กซิโกโบราณ มีวันหยุดสำคัญที่อุทิศแก่เหตุการณ์ในอดีต ที่กลุ่มดาวให้บอกดวงชะตาใหม่ให้ และมีเรื่องต่อมาว่า ในยุคเก่าแก่นั้น ท้องฟ้ามิได้ปรากฏเช่นในปัจจุบัน

                มาร์ทินุส มาร์ทินี มิชชันนารีในศตวรรษที่สิบเจ็ดได้เดินทางไปประเทศจีนและเขียนหนังสือเรื่อง ประวัติศาสตร์ประเทศจีน (History of China) เกี่ยว กับบันทึกเก่าแก่ที่สุดของจีน โดยกล่าวถึงเวลาที่ท้องฟ้าตกไปทางเหนือในฉับพลัน พระอาทิตย์ พระจันทร์ และดาวเคราะห์ต่างเปลี่ยนวิถีการโคจรหลังจากโลกสั่นสะเทือน แน่นอนว่านี่เป็นเบาะแสที่สำคัญเกี่ยวกับการสั่นสะเทือนของโลก เพราะเราสามารถอธิบายปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่บรรยายไว้ในเอกสารของจีนนี้ โดยไม่ต้องอ้างอิงเอกสารอื่นเลย

                แผนที่ดาวสองชิ้นที่เขียนไว้ในเพดานหลุมศพของเซน เมาธ์ ผู้เป็นสถาปนิกของพระราชินีฮัตเชบซุต ได้เสนอปริศนาไว้อย่างหนึ่ง กล่าวคือทิศหลักนั้นอยู่ตรงกับแผนที่ทางดาราศาสตร์อย่างถูกต้อง แต่ทิศอื่น ๆ วางกลับกัน ราวกับโลกเคยเคลื่อนตัวมาแล้ว ความจริงแล้ว ฮาร์ริส ปาปิรัสก็ระบุว่า โลกได้พลิกกลับเมื่อเกิดภัยพิบัติอย่างกว้างไกล เฮอร์มิเทจ ปาปิรัส ที่เลนินกราดและอิปูเวอร์ ปาปิรัส ก็ยังกล่าวว่าโลกได้พลิกกลับด้าน

                ชาวอินเดียนที่อาศัยในพื้นที่ตอนล่างใกล้แม่น้ำแมค เคนซีในแคนาดาตอนเหนือ กล่าวยืนยันว่าในช่วงน้ำท่วมใหญ่นั้น คลื่นที่ร้อนจนทนไม่ได้ได้เคลื่อนมายังเขตอาร์กติก หลังจากความร้อนนั้นก็มีอากาศหนาวยะเยือกอย่างฉับพลัน การเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศในเปลือกโลกจะก่อให้เกิดสภาพอากาศแบบสุดขีด ดังที่ชาวอินเดียนในแคนาดากล่าวไว้

                จากหลักฐาน ทำให้เราทราบว่าสมัยเมื่อถึงวันวิปโยคของแอตแลนติสนั้น มีความรุนแรงและน่ากลัวอย่างยิ่ง


จารึกทางดาราศาสตร์บนเพดานสุสานของเซนมุต

 พีระมิดและผู้พิชิตในอเมริกาใต้

                จักรวรรดิอันแข็งแกร่งท่ามกลางมหาสมุทรแอตแลนติก จะต้องประกอบด้วยอาณานิคมในยุโรป แอฟริกา และอเมริกาอย่างแน่นอน และมีข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่ยืนยันมุมมองดังกล่าวนี้

                ชาวอียิปต์โบราณได้สร้างพีระมิดขนาดมหึมา ชาวบาบิโลนได้สร้างซิกกูแร็ตหรือหอคอยเป็นชั้น ๆ ที่รวมเอาการศึกษาทางดาราศาสตร์ และการบูชาทางศาสนาเข้าด้วยกัน ผู้อาศัยสมัยโบราณของอเมริกาใต้และอเมริกากลางต่างก็สร้างพีระมิดขนาดมหึมา โดยใช้เป็นวิหาร หอสังเกตดาว หรือหลุมศพ ระยะทางจากบาบิโลนและอียิปต์ไปถึงเม็กซิโกนั้นยาวไกล แต่ธรรมเนียมการสร้างพีระมิดในดินแดนสองฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกก็สามารถทำให้ เราเข้าใจได้ถึงข้อสมมติฐานที่ว่า พีระมิดเหล่านี้มีจุดกำเนิดในแอตแลนติส และจากนั้นก็แพร่ไปทางตะวันออกและตะวันตก


พีระมิดแห่งพระอาทิตย์ ที่เม็กซิโก

                โดยทั่วไปจะเชื่อกันว่า พีระมิดเป็นเพียงการบ่งบอกถึงความต้องการจะสร้างภูเขาจำลอง ข้อนี้อาจจะเป็นจริงในกรณีของเมโสโปเตเมีย และอียีปต์ แต่ทฤษฎีนี้มิได้อธิบายถึงเหตุผบในดินแดนอันหลากหลายของเม็กซิโกและเปรู มีหลักฐานชุดเจนว่ามีเหตุผลอื่น ๆ ในการสร้างพีระมิดในดินแดนส่งฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก และธรรมเนียมจากแอตแลนติสอาจจะเป็นเหตุผลหนึ่ง

                นักประวัติศาสตร์ชาวยิวในศตวรรษที่หนึ่ง ชื่อ โยเซฟฮุส ฟลาวิอุส กล่าวว่า นิมโรด ได้สร้างหอคอยบาเบล เพื่อให้เป็นที่กันภัยจากน้ำท่วมที่อาจจะมากวาดล้างโลกอีกครั้งหนึ่ง นักพงศาวดารเม็กซิโกนามว่า อิกซ์ตลิลโซชิตล์ ได้กล่าวถึงแรงขับของชาวทอลเท็ก ที่สร้างพีระมิดว่า “หลังจากมนุษย์มีจำนวนมากขึ้น พวกเขาก็สร้าง ‘ซาคัวลี’ ที่สูงลิ่ว (ทุกวันนี้หอคอยดังกล่าวเป็นหอคอยที่สูงมาก) เพื่อใช้หลบภัยในกรณีที่โลกจะถูกทำลายเป็นครั้งที่สอง”

                นักวิทยาศาสตร์บางท่านได้ยืนยันว่าพีระมิดปรากฏใน เอเชีย แอฟริกา และอเมริกา โดยไม่มีความสัมพันธ์ระหว่างกัน ไม่ได้มาจากแหล่งเดียวกัน ดังที่นักแอตแลนติสวิทยาเชื่อ

                อย่างไรก็ตาม หากปราศจากแหล่งกำเนิดร่วมกันแล้ว เหตุใดจุดหมายของพีระมิดจึงเหมือนกันทั้งในเม็กซิโกและบาบิโลน โยเซฟฮุส และอิกซตลิลโซชิตล์ ได้ระบุถึงเรื่องนี้อย่างชัดเจนว่า คนเหล่านั้นสร้างพีระมิดขึ้นเพื่อหลบภัยจากน้ำท่วมที่จะกวาดล้างโลกอีกเป็น ครั้งที่สอง

                ชาวอเมริกากลางจะคาดการณ์ถึงวันสิ้นสุดของโลกไว้ เสมอ ดังนั้นจุดกำเนิดของการบวงสรวงของมนุษย์ของชาวแอซเต็ก ก็กระทำเพื่อคลายความพิโรธของพระเจ้า และปกป้องมนุษย์จากภัยพิบัติอีกครั้งหนึ่งนั่นเอง

                ชาวโอลเมค บรรพบุรุษของชาวมายาและแอซเต็ก อาจจะเป็นพลเมืองของจักรวรรดิแอตแลนติกก็ได้ เมื่อนักโบราณคดไม่พบอายุของพีระมิดคิวคูอิลโคในเม็กซิโกซิตี พวกเขาก็ขอให้นักธรณีวิทยาช่วยเหลือ เพราะสิ่งก่อสร้างดังกล่าวจมอยู่ในลาวาแข็งครึ่งหนึ่ง เนื่องจากบริเวณนั้นมีภูเขาไฟอยู่สองลูก จึงมีคำถามเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติว่า “การระเบิดของภูเขาไฟเกิดขึ้นเมื่อใด?” คำตอบนั่นน่าสะดุ้งตกใจทีเดียว นั่นคือ “เมื่อแปดพันปีก่อน” หากข้อสรุปนี้ถูกต้อง ก็หมายความว่าเคยมีอารยธรรมขั้นสูงอยู่ในอเมริกากลาง ในยุคโบราณอันไกลโพ้น

                สฟิงซ์ก็เช่นเดียวกับพีระมิด กล่าวคือ พบสฟิงซ์ในยูคาตัน โดยได้รับรูปแบบมาจากมายา

                นักโบราณคดีจำนวนมากพิจารณาว่า สัญลักษณ์ไม้กางเขนนั้นมาจากแอตแลนติส เพราะอาณานิคมทั้งปวงที่ตั้งข้อสันนิษฐานไว้ ต่างบูชาเครื่อหมายนี้ ในอเมริกาโบราณ ไม้กางเขนเป็นสัญลักษณ์ที่ทุกคนชื่นชอบ ภาพฝาผนังของชาวอียิปต์มีเทพเจ้าจำนวนมากอยู่เคียงข้างไม้กางเขนแบบ เทา และแบบ มัลตีส กษัตริย์และนักรบชาวอัสซีเรียและบาบิโลนต่างห้อยไม้กางเขนที่คอเสมือน เครื่องรางอันศักดิ์สิทธิ์

                ลัทธิบูชาพระอาทิตย์ได้รับมาจากชนโบราณจากแอตแลนติ ส นักแอตแลนติสวิทยาต่างยกอ้างตัวอย่างเรื่องการบูชาพระอาทิตย์ในอียิปต์และ เปรู และการครองราชย์ของราชวงศ์สุริยะ แผ่นปาปิรัสชื่อทูรินได้กล่าวถึงเร เทพเจ้าพระอาทิตย์ นอกจากนี้ยังกล่าวถึงภัยพิบัติอย่างมหันต์จากน้ำท่วมและไฟไหม้ จากเรื่องนี้นักวิจัยบางท่านสรุปว่า ลัทธิบูชาพระอาทิตย์ได้รับจากแอตแลนติสอันพินาศเข้าสู่อียิปต์

                ชาวอียิปต์เชื่อเรื่องอะเมนตี ดินแดนแห่งความตายทางตะวันตก หากอาณาจักรแห่งความตายหมายถึงอาณาจักรที่พระอาทิตย์ตกแห่งแอตแลนติสแล้ว ราชวงศ์พิลึกกึกกือของมนุษย์กึ่งเทพในอียิปต์ก็คือราชวงศ์ของผู้ครองราชย์ สมบัติของแอตแลนติสนั่นเอง มีเรื่องโบราณเล่าต่อมาว่า เมื่อห้าร้อยปีก่อนหายนะครั้งสุดท้าย กษัตริย์ของแอตแลนติสได้อพยพไปยังอียิปต์ และก่อตั้งราชวงศ์มรณะ ด้วยทรงทราบล่วงหน้าถึงความหายนะของทวีปตน

                นักบวชชาวแอซเต็กได้เก็บรักษาความทรงจำเรื่อง อัซต์แลนไว้อย่างดียิ่ง อัซต์แลนนั้นเป็นดินแดนทางตะวันออก เควตซัลโคตล์ ได้เดินทางมาจากดินแดนนั้นในฐานะผู้นำวัฒนธรรมมาให้ ชาวอินคาเชื่อเรื่อง วิราโคชา ผู้มาจากดินแดนแห่งรุ่งอรุณ ชาวอียิปต์สมัยแรก ๆ บันทึกคำบอกของโธธ หรือ เทฮูติ ผู้มาจากดินแดนตะวันตก เพื่อปลูกฝังอารยธรรมและเรียนรู้เรื่องดินในลุ่มน้ำไนล์


เควตซัลโคตล์

                ชาวกรีกโบราณได้ร้องเพลงทุ่งเอลีเซียน บนเกาะเล็ก ๆ ชื่อเลสต์ อยู่ไกลไปทางตะวันตก จากบทเพลงนี้กล่าวว่าทาร์ทารุส อันเป็นบ้านของคนตายได้ตั้งอยู่ใต้ภูเขาบนเกาะแห่งหนึ่งในมหาสมุทรทางตะวัน ตก ชาวอียิปต์และกรีกโบราณชี้ไปทางตะวันตก ที่มีเกาะลึกลับนั้น ส่วนชาวอเมริกันอินเดียนชี้ไปทางตะวันออกเพื่อบอกตำแหน่งของดินแดนแห่ง เควตซัลโคตล์ หรือวิราโคชา ดินแดนทางตะวันตกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และทางตะวันออกของทวีปอเมริกานั้นไม่ใช่สิ่งใดเลย นอกจากแอตแลนติส ทวีปที่ดับสูญ จมอยู่ใต้มหาสมุทร

                แม้ว่าชนโบราณหลายเชื้อชาติ มีศาสนาที่เชื่อในเรื่องความอมตะของวิญญาณ แต่ก็มีเพียงชาวเปรูและชาวอียิปต์เท่านั้น ที่เชื่อมั่นว่าวิญญาณยังวนเวียนอยู่เหนือร่างที่ตายไป และมีความสัมพันธ์กันอยู่ ทั้งสองเผ่านั้นเชื่อว่ามีความจำเป็นจะต้องรักษาสภาพศพไว้ เพื่อทำให้เป็นอมตะ

                ความเชื่อกษัตริย์ผู้ศักดิ์สิทธิ์ทางตะวันออก นับเป็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของชาวแอซเต็ก และอินคา จากขุนพลจำนวนหยิบมือเท่านั้น เมื่อโคลัมบัสไปถึงหมู่เกาะเวสต์อินดิส และพาคนขึ้นบก “ชาวพื้นเมืองจูงมือมารายล้อมจูบ ที่มือและเท้า และกล่าวสั้น ๆ ก็คือ พยายามจะแสดงให้พวกเขาเห็นในทุกวิถีทางว่า เขาทราบว่าคนผิวขาวมาจากพระเจ้า”

                โมนโตซูมา กษัตริย์องค์สุดท้ายของแอซเต็กได้เล่าว่า “บิดาของเขามิได้เกิดที่นี่ แต่ท่านมาจากดินแดนห่างไกล ชื่อว่าอัซต์แลน มีภูเขาสูง มีสวนที่อาศัยของเทพเจ้า” โมน เตซูมายังกล่าวว่า ตนครองราชย์ในฐานะเพียงตัวแทนของเควตซัลโคตล์ อันเป็นผู้ปกครองของจักรวรรดิตะวันออก คัมภีร์ของมายาชื่อ โพโพลวูห์ ยืนยันว่า มีธรรมเนียมโบราณที่เจ้าชายจะเดินทางข้ามทะเลไปทางตะวันออกเพื่อ “รับมอบอำนาจในราชอาณาจักร”

                ชัยชนะอย่างง่ายดายของคอร์เทส และปิซาร์โร เป็นข้อพิสูจน์อย่างดีที่สุด ถึงการมีอยู่จริงของแอตแลนติสในอดีตอันเลือนราง มีขนบธรรมเนียมของแอซเต็กและอินคา ที่สืบทอดมาโดยนักบวช นั่นคือการบูชาเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ในดินแดนแห่งอาทิตย์อุทัย ผู้มีร่างสูง ผิวขาว และมีหนวดเครา เมื่อชาวสเปนนักผจญภัยไปยังดินแดนดังกล่าว คนพื้นเมืองก็ออกมึกทักเอาทันทีว่าเป็นตัวแทนของจักรวรรดิในแอตแลนติสในมหา สมุทรแอตแลนติส ในคราวแรกโมนเตซูมาและอะตาฮวลปา อ้าแขนรับชาวผิวขาว เนื่องจากพวกเขาคาดหวังมาเป็นเวลานาน

                ความศรัทธาอย่างแน่นแฟ้นในเรื่องพระผู้เป็นเจ้าใน ดินแดนอาทิตย์อุทัย เป็นเหตุผลสำคัญข้อหนึ่งของการพังทลายของจักรวรรดิอันทรงอำนาจแห่งเม็กซิโก และเปรู การที่จักรพรรดิของแอตแลนติสคาดว่าชาวอาณานิคมอเมริกาจะมาเยือน นับเป็นข้อพิสูจน์อย่างชัดเจนถึงอารยธรรมในโลกใหม่

                คริสโตบัล โมลินา นักบวชชาวสเปน ที่เมืองคูซโก ประเทศเปรู ได้เขียนไว้เมื่อศตวรรษที่สิบหกว่า ชาวอินคามีเรื่องน้ำท่วมใหญ่อย่างครบถ้วนจากมังโก โคเปค

                จากตำนากล่าวว่ามีรัฐหนึ่งอยู่ก่อนสมัยน้ำท่วม รัฐนั้นมีภาษาของตนและแน่นอนว่ารัฐดังกล่าวก็คือ แอตแลนติสอันพิลึกกึกกือนั่นเอง อิสราเอลและบาบิโลนในเอเชียไมเนอร์ และเม็กซิโกในอเมริกากลางนั้นแม้จะแยกจากกันด้วยระยะทางที่ไกลมาก แต่ก็ยังมีการสืบความเชื่อนี้ไว้ในงานเขียนอันล้ำค่าของตน

                คัมภีร์ไบเบิลบรรยายถึงสมัยเมื่อมีคนเพียงเผ่า เดียวและมีภาษาเดียวในโลก หลังจากก่อสร้างหอคอยบาเบลแล้ว ผู้คนไม่เข้าใจกัน เพราะเกิดภาษาถิ่นมากมาย นักประวัติศาสตร์ชาวบาบิโลนชื่อเบโรซุส ได้บันทึกถึงยุคที่ชาติหนึ่งในอดีต มีความภูมิใจในอำนาจและชื่อเสียง จนเริ่มจะดูหมิ่นและลบหลู่เทพเจ้า ในบาบิโลนมีการก่อสร้างหอคอยสูงเกือบถึงสวรรค์ แต่ก็มีลมมาช่วยเทพเจ้า และทำลายหอคอยนั้น ซากหอคอยดังกล่าวเป็นที่รู้จักกันว่า “หอคอยบาเบล” ก่อนหน้านี้มนุษย์พูดเพียงภาษาเดียวเท่านั้น และน่าแปลกที่พงศาวดารทอลเท็กของเม็กซิโกมีเรื่องคล้ายคลึงกัน เกี่ยวกับการสร้างพีระมิดสูง และการปรากฏภาษาจำนวนมากมาย


ลักษณะของหอคอยบาเบล มีลักษณะร่วมกับซิกกูแร็ตแห่งบาบิโลน

                หากเรื่องหอคอยบาเบลไม่ใช่นิทาน แต่เป็นประวัติศาสตร์แล้ว ก็หมายความว่ามีจักรวรรดิโลกจริง ๆ โดยมีภาษาโลกเพียงภาษาเดียว ในยุคที่ไม่มีใครจำได้

                เนื่องจากรัฐจะมีอยู่ไม่ได้ หากขาดการจัดการสื่อสาร และเทคโนโลยีก้าวหน้า การมีวิทยาศาสตร์ในยุคสมัยก่อนประวัติศาสตร์ก่อนยุคน้ำท่วม นับเป็นความสำคัญอย่างมาก ที่เกษตรกรชาวอเมริกใต้และอเมริกากลางได้ปลูกสมุนไพรและอาหารจำนวนมากกว่า เผ่าใดในโลกนี้ ในยุคก่อนอินคา และสมัยอินคา มีมันฝรั่ง 240 สายพันธุ์ และข้าวโพด 20 ชนิด ที่พัฒนาขึ้นในแถบแอตดิสและอะเมซอนตอนบน แตงกวาและมะเขือเทศ มันฝรั่ง ฟักทอง และถั่ว รวมทั้ง สตรอเบอรี่ และช็อกโกแลต ต่างมีกำเนิดมาจากโลกใหม่ คือทวีปอเมริกานี้ทั้งสิ้น ความจริงแล้วอาหารที่ชาวยุโรปรับประทานทุกวันนี้ ครึ่งหนึ่งยังไม่มีใครรู้จัก จนกระทั่งมีการค้นพบอเมริกา นั่นหมายความว่าชาวเม็กซิโกและเปรูโบราณได้รับสืบทอดความรู้ทางการเกษตรมาจากแอตแลนติสใช่หรือไม่?


รูปสุนัขกำลังคาบข้าวโพด

 ปฏิทินจากแอตแลนติส

                เมื่อข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก เราจะพบความสัมพันธ์อีกอย่างหนึ่งระหว่างชาวเปรูและชาวอียิปต์โบราณ ปฏิทินของชนเหล่านี้มี 18 เดือน เดือนละ 20 วัน มีวันหยุดเก้าวันเมื่อสิ้นปี นี่เป็นเหตุบังเอิญหรือเป็นธรรมเนียมจากแหล่งกำเนิดเดียวกันแน่

                วันเวลาโดยประมาณของการสิ้นสุดทวีปแอตแลนติสนั้น อาจจะได้มาจากการตรวจสอบปฏิทินโบราณเหล่านี้ ปีแรกของพงศาวดารโซโรอัสเตอร์ก็คือ 9,660 ปีก่อนคริสตกาล เมื่อ “เวลาเริ่มต้นขึ้น” เรื่องนี้ใกล้เคียงกันมากกับวันที่จากนักบวชชาวอียิปต์ ที่บอกวันสิ้นสุดของแอตแลนติสแก่โซลอน นั่นคือ 9,560 ปี ก่อนคริสตกาล


จารึกของมายา แสดงการนับวันเวลา

                ชาวอียิปต์โบราณคำนวณเวลาในวัฏจักรตามสุริยคติ รอบละ 1,460 ปี จุดสิ้นสุดของยุคสมัยทางดาราศาสตร์ยุคสุดท้ายก็คือ ค.ศ.139 แปดรอบสุริยคติ จากเวลาดังกล่าว ทำให้เราถอยหลังไปถึง 11,542 ปีก่อนคริสตกาล ปฏิทินแบบจันทรคติของชาวอัสซีเรียแบ่งเวลาเป็นยุค ยุคละ 1,805 ปี ปีสุดท้ายสิ้นสุดเมื่อ 712 ปีก่อนคริสตกาล หกรอบจันทรคติ จากเวลาดังกล่าว คือ เมื่อย้อนกลับไปถึง 11,542 ปีก่อนคริสตกาล ปฏิทินแบบสุริยคติของอียิปต์ และระบบปฏิทินจันทรคติของอัสซีเรีย ต่างสอดคล้องลงในปีเดียวกัน นั่นคือ 11,542 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งเป็นเวลาที่คาดว่าได้สร้างปฏิทินทั้งสองนี้ขึ้น

                พราหมณ์ได้วัดเวลาในรอบ 2,850 ปี จาก 3,102 ปี ก่อนคริสตกาลสามรอบ หรือ 8,550 ปี เมื่อบวกกับ 3,102 ปีก่อนคริสตกาล ก็จะได้เวลา 11,652 ปีก่อนคริสตกาล


ปฏิทินอันละเอียดซับซ้อน ของมายา

                ปฏิทินของชาวมายาแสดงว่าชนโบราณของอเมริกากลาง มีรอบปียาวนานถึง 2,760 ปี จุดเริ่มต้นของรอบที่หนึ่งนั้น ย้อนกลับไปถึงเมื่อ 3,373 ปีก่อนคริสตกาล สามรอบของ 2,760 ปี หรือ 8,280 ปี จาก 3,373 ปีก่อนคริสตกาล ก็จะย้อนกลับไปถึง 11,653 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งปรากฏเป็นปีเดียวกันกับปฏิทินของนักบวชในอินเดีย

                จารึกวาติกัน เอ-3738 ประกอบด้วยพงศาวดารที่สำคัญของแอซเต็ก จากพงศาวดารนี้พบว่าวัฏจักรแรกต่อเนื่องกันไป 4,008 ปี และจบลงเมื่อน้ำท่วมใหญ่ วัฏจักรที่สองของรอบ 4,010 ปีนั้น สิ้นสุดลงเมื่อเกิดพายุมาทำลายล้าง ยุคที่สามของรอบ 4,801 ปี สิ้นสุดลงด้วยไฟล้างโลก ในวัฏจักรที่สี่ซึ่งยาวนานถึง 5,042 ปี มนุษย์ถึงยุคเข็ญด้วยความอดอยาก ยุคปัจจุบันเป็นยุคที่ห้า เริ่มต้นเมื่อ 751 ปีก่อนคริสตกาล ระยะเวลาในสี่ยุคที่บันทึกไว้ในจารึกนั้นรวมแล้วเป็น 17,861 ปี และจุดเริ่มต้น ย้อนกลับไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ นั่นคือเมื่อ 18,612 ปีก่อนคริสตกาล

                ท่านบิชอปดีเอโก เดลันดาได้เขียนไว้เมื่อ 1566 ว่า ในสมัยนั้นชาวมายาคำนวณปฏิทินของตนจากวันเวลาประมาณ 3,113 ปีก่อนคริสตกาล ในพงศาวดารของยุโรป พวกเขาบอกว่า เมื่อถึงวันดังกล่าว เวลาผ่านไปแล้ว 5,125 ปี นั่นหมายความว่าจุดกำเนิดของชาวมายาย้อนกลับไปไกลถึงเมื่อ 8,238 ปีก่อนคริสตกาล หรือใกล้เคียงกับยุคน้ำท่วมของแอตแลนติส

                หลังจากการได้ร่องรอยของวันเวลาสมัยแอตแลนติสแล้ว ยังมีข้อยืนยันที่มีเหตุผลจากพื้นฐานของตัวเลขที่บอกว่า เมื่อหลายพันปีก่อน มนุษย์มีความรู้เรื่องดาราศาสตร์พอสมควร อันมักจะเป็นคุณลักษณะของอารยธรรมขั้นสูง

                วันเวลาที่ยาวนานที่สุดในปฏิทินของมายา มี 13 ชั่วโมง และวันที่สั้นที่สุดมี 11 ชั่วโมง ในอียิปต์โบราณ วันที่ยาวนานที่สุดมี 12 ชั่วโมง 55 นาที และวันที่สั้นที่สุดมี 11 ชั่วโมง 5 นาที ค่าเล่านี้มีความใกล้เคียงกันอย่างมากกับเวลาของมายา แต่สิ่งที่ยังเป็นปริศนาก็คือ เวลา 12 ชั่วโมง 55 นาที มิใช่ช่วงเวลาจริงของวันที่ยาวที่สุดในอียิปต์ แต่เป็นเวลาของซูดาน จากความพยายามที่จะอธิบายความแตกต่างนี้ ด็อกเตอร์แอล. ซัจด์เลอร์ แห่งวอร์ซอ ได้เสนอว่า การคำนวณเวลานี้มาจากแอตแลนติสในเขตร้อน

                นักโบราณคดีนามว่า อาร์เธอร์ โพสนันสกี แห่ง ลาปาซ ประเทศโบลีเวีย ได้กล่าวถึงอารามพระอาทิตย์ที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ที่เตียอัวนาโค ว่าการก่อสร้างนั้นถูกละทิ้งลงในทันที เมื่อประมาณ 9,550 ปีก่อนคริสตกาล อันเป็นเวลาที่คุ้นเคยกันดี เพราะนักบวชแห่งไซส์บอกแก่โคลอนว่า แอตแลนติสสูญไปเมื่อ 9,560 ปีก่อนคริสตกาล

                จากคำกล่าวของ อี.เอฟ ฮากีไมสเตอร์ แห่งสหภาพโซเวียต ได้กล่าวถึงเรื่องการจมของแอตแลนติสว่า “จุด จบของยุคน้ำแข็งในยุโรป เป็นปรากฏการณ์ของกระแสน้ำอุ่นในมหาสมุทรแอตแลนติก และการจมของแอตแลนติส ปรากฏในทันที เมื่อประมาณ 10,000 ปีก่อนคริสตกาล“

                มิใช่ว่านักวิทยาศาสตร์ทั้งหมดจะมองปัญหาของแอตแลน ติสไปทางเดียวกัน นักวิทยาศาสตร์บางท่านก็ไม่ใส่ใจในทฤษฎีนี้ โดยไม่คำนึงถึงหลักฐานใด ๆ บ้างก็พยายามจะให้แอตแลนติสอยู่ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน สเปน หรือในเยอรมนี แต่ที่แน่นอนนั่นไม่ใช่แอตแลนติสของเพลโต และของนักวิชาการชาวอียิปต์ ที่ได้ระบุไว้ว่า “เบื้องหน้าของเสาเฮอร์คิวลิสในมหาสมุทรแอตแลนติก”

                ในห้องอียิปต์ ในพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ ที่กรุงปารีส ผู้เขียนเห็นลายสลักพื้น ๆ ที่ปรากฏบนราวบันไดโดยไม่มีจารึก อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนก็นึกถึงภาพสลักอย่างเช่น จักรราศีแห่งเดนเดราห์อันลือชื่อ แต่เดิมภาพระลึกของอียิปต์นี้ เป็นส่วนหนึ่งของเพดาน ในระเบียงทางเข้าวิหารเดนเดราห์ในอียิปต์ตอนเหนือ จากนั้น ลีโอร์แรง ได้นำมายังฝรั่งเศสเมื่อ ค.ศ.1821

                เป็นเวลาหลายชั่วอายุคนที่ปฏิทินเดนเดราห์ยังทรง ปริศนาอันน่าพิศวงแก่วงการวิทยาศาสตร์ เครื่องหมายจักรราศีดังกล่าวจัดเรียงเป็นลายก้นหอยและสัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่จดจำได้อย่างง่ายดาย แต่ราศีสิงห์อยู่ในช่วงเวอร์นิล อิควินอกซ์ นี้เอง ทำให้เราบอกได้ว่าเวลาที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ในแอตแลนติสนั้น อยู่ในช่วง 10,950 ถึง 8,800 ปีก่อนคริสตกาล จักรราศีเดนเดราห์นั้นมีกำเนิดจากอียิปต์ก็จริง แต่อาจจะสลักไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์ของเหตุการณ์ในอดีตไกลโพ้นก็เป็นได้ นั่นคือจุดจบของแอตแลนติสและจุดกำเนิดของวัฏจักรใหม่

ระเบิดปรมาณู และยานอวกาศก่อนสมัยน้ำท่วม



                แอตแลนติสเป็นอย่างไรก่อนสมัยน้ำท่วม เพลโตได้กล่าวอย่างชัดเจนถึงชัยชนะ และลัทธิจักรวรรดินิยมของชาวแอตแลนติสในยุคสุดท้าย

                จารึก สัมสัปตะกะพธะ ของ อินเดียกล่าวถึงอากาศยานที่ได้แรงขับจาก “พลังสวรรค์” จารึกนี้ยังกล่าวถึงจรวดขีปนาวุธ ซึ่งมีพลังแห่งจักรวาล แสงเจิดจ้าจากการระเบิดเปรียบได้กับพระอาทิตย์พันดวง คัมภีร์ดังกล่าว กล่าวว่า “เทพเจ้าทรงตกใจและร้องว่า อย่าระเบิดโลกเป็นเถ้าถ่านเลย”

                เมาโสละปุราวะ ในภาษาสันสกฤตยังอ้างถึงอาวุธที่เราไม่รู้จัก สายฟ้าเหล็ก ทูตมรณะ ยักษ์ซึ่งทำลายเผ่าพันธุ์ทั้งปวงของ วฤศนิส และ อังหกะ เป็นเถ้าถ่าน ศพนั้นถูกเผาเพื่อมิให้จดจำได้ ผมและเล็บของคนเหล่านั้นโผล่ออก เครื่องถ้วยแตกโดยไม่ปรากฏชัดเจน และฝูงนกก็กลายเป็นสีขาว หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วยาม เสบียงอาหารทั้งปวงก็ติดเชื้อโรค

                อะเล็กซานเดอร์ กอร์ปโบฟสกี้ ได้เขียนไว้ในหนังสือ ปริศนาแห่งยุคโบราณ ว่า โครงกระดูกมนุษย์พบในอินเดียนั้น เป็นกัมมันตภาพรังสี กัมมันตภาพรังสีดังกล่าวมีค่าเป็นห้าสิบเท่าจากปกติ ทำให้เราเริ่มสงสัยว่า เมาโสละปุราวะ คงจะเป็นเรื่องจริงมากกว่าจะเป็นแค่ตำนาน

                อี.เซห์เรน เขียนไว้ในเรื่อง เนินเขาใหญ่ (Die Biblischen Hugel) โดยกล่าวถึงเบอร์ชิปปาที่ไหม้เป็นเถ้าถ่าน และมักจะเปรียบกับหอคอยบาเบล เซห์เรนยังตั้งคำถามว่า อำนาจใดที่หลอมอิฐแห่งซิกกูแร็ตได้ คำตอบก็คือ ไม่มีสิ่งใด เว้นแต่สายฟ้าขนาดยักษ์ หรือระเบิดปรมาณูเท่านั้น

                ศาสตราจารย์ เฟรเดริก โซดดี ผู้ ได้รับรางวัลโนเบลไพรซ์ และผู้ค้นพบไอโซโทป ได้กล่าวถึงเรื่องเล่าที่สืบทอดมาถึงเรา จากยุคสมัยก่อนประวัติศาสตร์ โดยเขียนไว้เมื่อปี ค.ศ.1909 ว่า “เราไม่อาจจะหาข้อพิสูจน์จากพวกเขาได้ เพราะความเชื่อที่ว่า เผ่าพงศ์ที่ถูกลืมในกาลก่อนไม่ได้รับความรู้ที่เราเพิ่งได้รับเท่านั้น แต่ยังมีอำนาจที่เราไม่มีอีกด้วย”

                เมื่อ ค.ศ.1909 อำนาจดังกล่าวหรืออำนาจของปรมาณูยังไม่เป็นของเรา เห็นได้ชัดว่า ศาสตราจารย์โซดดี ได้คิดถึงอารยธรรมในอดีตที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องพลังงานปรมาณู ในการถกเรื่องเผ่าพงศ์สมัยก่อนประวัติศาสตร์นี้ นักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ผู้บุกเบิกท่านนี้ยังคิดว่า “มีความเป็นไปได้ที่พวกเขาจะสำรวจขอบเขตของอวกาศชั้นนอกได้”

                คัมภีร์โบราณของอินเดียกล่าวถึงเครื่องบิน ระเบิดปรมาณู และการท่องอวกาศ เทพปูชานในพระเวทได้แล่นเรือทองคำผ่านมหาสมุทรแห่งท้องฟ้า ครุฑอันเป็นนกสวรรค์ได้พาพระวิษณุท่องไปในจักรวาล คัมภีร์สัมสัปตะกะพธะได้พรรณนาถึงการบินในอวกาศว่า “ผ่านดินแดนแห่งห้วงอวกาศเหนือดินแดนแห่งสายลม” นี่เป็นการกล่าวชี้อย่างชัดเจนถึงการเดินทางในอวกาศ คัมภีร์ สุรยสิทธันตะ อัน เป็นงานทางดาราศาสตร์ภาษาสันสกฤตที่เก่าแก่ที่สุด ได้กล่าวถึงสิทธะหรือมนุษย์วิเศษ และวิทยาธร หรือผู้ครอบครองความรู้ ผู้เดินทางไปรอบโลก“ใต้พระจันทร์ เหนือเมฆ” นี่ไม่ใช่ข้อเสนอที่ชัดเจนของนักปรัชญาและนักวิทยาศาสตร์ในเรื่องการโคจรของโลกเราหรอกหรือ?

                หากมหากาพย์กิลกาเมชมีความเชื่อมโยงกับจารึก อินเดีย ก็อาจจะเป็นการเติมช่องว่างในประวัติศาสตร์ของมนุษย์สมัยต้น ๆ เมื่อน้ำท่วมโลก ชาวฟ้าของกิลกาเมชได้แยกตัวเดินทางไปสวรรค์ อาจจะเข้าสู่วงโคจรรอบโลก หรือกระทั่งเดินทางไปยังดาวเคราะห์ดวงอื่น ๆ สมรณคณะ สูตรหระ กล่าว ว่า เพราะอากาศยานมนุษย์จึงเหาะไปในอากาศได้ และตัวตนในสวรรค์ยังมาสู่โลกได้ เราคงอดคิดไม่ได้ถึงการจราจรสองทาง ระหว่างโลกของเราและโลกอื่น ๆ เมื่ออ่านข้อความนี้


แผ่นจารึกของบาบิโลน เล่าเรื่องกิลกาเมซและน้ำท่วมใหญ่

                นับว่ามีเหตุผลมากขึ้น ที่สนับสนุนว่าการอพยพล่าถอยจากแอตแลนติส ดำเนินการไปด้วยเรือมากกว่าใช้อากาศยาน หรือยานอวกาศ ซึ่งถูกสงวนไว้สำหรับผู้มีสิทธิพิเศษ ผู้อพยพเหล่านั้นได้ตั้งถิ่นฐานในอียิปต์และไพเรนีส อันเป็นบริเวณใกล้เคียง โดยให้แรงผลักดันแก่อารยธรรมของลุ่มน้ำเมดิเตอร์เรเนียน

 

รายงานที่ไม่เปิดเผย

                นักเขียนชาวเยอรมันชื่อ เค.เค. โดแบเรอร์ ได้เขียนไว้ในหนังสือเรื่อง ช่างทำทอง (The Gold makers) แสดงความคิดของตนว่า “ในมุมมองของมนุษย์ผู้ชาญฉลาดแห่งแอตแลนติสแล้ว ความเป็นไปได้อย่างหนึ่งก็คือ การอพยพหนีจากภัยพิบัติ โดยรุกผ่านไปยังเมดิเตอร์เรเนียน และเคลื่อนต่อไปทางตะวันออก เข้าไปยังแผ่นดินแห่งเอเชีย และก่อตั้งอาณานิคมบน ‘หลังคาโลก’

                นี่คือการคะเนที่น่าตื่นตะลึง และอาจจะไม่ห่างไกลจากความเป็นจริงมากนัก เจ้านาย และนักบวชชั้นสูงของ ‘เทพเจ้าผู้ประเสริฐ’ อาจจะถูกยกขึ้นไปในอากาศ ถึงยังพื้นที่ส่วนที่ปลอดภัยและไกลโพ้นจากพื้นดิน พร้อมกับผลพวงทั้งปวงจากเทคโนโลยีและวัฒนธรรมของตน ในชุมชนเล็ก ๆ ที่แยกตัวออกมาสมบูรณ์นั้น พวกเขาอาจจะพัฒนาวิทยาศาสตร์ขั้นสูงในระดับที่นักปราชญ์ของเราเองก็ไม่เคย ฝันถึง และมีหลักฐานที่จะเพิ่มน้ำหนักแก่ทฤษฎีเพ้อฝันอย่างเด่นชัดนี้

                ในมหากาพย์มหาภารตะ เราได้ทราบเรื่องยุคโบราณที่มียานอวกาศเหาะอยู่ในท้องฟ้า และมีการทิ้งระเบิดลงมาถล่มยังนครต่าง ๆ สงครามเป็นไปอย่างดุเดือด และตัวร้ายที่ครองอำนาจก็ยังไม่สยบ จากตำนานและงานเขียนสมัยโบราณจากเผ่าพงศ์มนุษย์มากมายนั้น นับว่าเป็นไปได้ที่จะย้อนคืนภาพสิ่งต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นเป็นเวลาสั้น ๆ ก่อนภัยพิบัติทางธรณีวิทยา

                เมื่อนักวิทยาศาสตร์และนักปรัชญาเรืองนามสำนัก หนึ่ง รับรู้ความจริงที่ว่า วัฒนธรรมถูกกำหนดชะตากรรมไว้แล้ว และความก้าวหน้าของมนุษยชาติถูกทำลาย พวกเขาจึงตัดสินใจถอนตัวไปยังพื้นที่ส่วนที่ติดต่อได้ยาก มีการก่อสร้างที่กำบังภัยเร้นลับใต้พิภพในภูเขา หุบเขาเร้นลับในเทือกเขาหิมาลัยเป็นทำเลที่กำหนดไว้สำหรับคนที่ได้รับเลือก จำนวนไม่มากนัก ให้นำคบไฟแห่งความรู้แจ้งไปสู่อนาคต

                เมื่อมหาสมุทรกลืนอาณาจักรแอตแลนติส อาณานิคมที่เหลือรอดถูกทิ้งไว้โดยสภาพสมบูรณ์เป็นเมืองในฝัน เพื่อเลี่ยงความเข้าใจผิดเรื่องอาณาจักรถูกทำลาย ชนเหล่านี้ปราศจากความล้าหลังทางวัฒนธรรม และความโง่เขลาและประสบความรุ่งเรืองอยู่ในพื้นที่อันปลอดภัยต่าง ๆ กัน นับเป็นการแก้ปัญหาจากจุดเริ่มต้น เพื่อตัดขาดความผูกพันทั้งปวงกับโลกภายนอก เมื่อไม่มีพันธะใด ๆ ศาสตร์ของพวกเขาก็รุ่งเรือง บรรลุผลถึงความสำเร็จตามแบบฉบับของแอตแลนติส

                นี่เป็นเรื่องเพ้อฝันหรือไร? มีนักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันนี้จำนวนหนึ่งเสนอเรื่องที่กำบังภัยใต้พิภพ และแม้แต่นครใต้สมุทร เพื่อจะใช้ในเหตุการณ์ทำลายล้างจากระเบิดปรมาณู ประชากรที่ลดน้อยลงและการสร้างเมืองใต้พิภพเป็นโครงงานที่เสนอโดยผู้มีความ รู้ทางวิทยาศาสตร์ผู้มีความสำนึกรับผิดชอบเพื่อคุ้มครองเผ่าพงศ์มนุษย์ให้ ยั่งยืนต่อเนื่องไป หากแผนการนี้เป็นที่เฝ้าจับตามองจากนักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันแล้ว จะเป็นไปไม่ได้เชียวหรือ ที่โครงการทำนองเดียวกันนี้เคยเสนอและดำเนินการโดยผู้นำวัฒนธรรมแห่งแอตแลน ติสเมื่อเผชิญกับการเสื่อมโทรมทางศีลธรรมของมนุษยชาติ และภัยคุกคามจากอาวุธแห่งพรหม ซึ่งระเบิดแสงจ้ายิ่งกว่าพระอาทิตย์นับหมื่นดวง

                ภาพของสภาวะอันรุนแรงจากเทคโนโลยีก้าวหน้าในยุคที่ ถูกลืมนั้น ปรากฏอยู่อย่างชัดเจนในกรอบความคิดทางวิทยาศาสตร์อันเฉลียวฉลาด ศาสตราจารย์เฟรเดริก โซดดี นักนิวเคลียร์ฟิสิกส์ผู้บุกเบิก ได้พยายามอธิบายเรื่องเล่าเชิงวิทยาศาสตร์จากสมัยโบราณ โดยกล่าวไว้เมื่อ ค.ศ.1909 ว่า “(เรื่องเล่า) อาจจะเป็นเสียงสะท้อนจากยุคสมัยเก่าก่อนประวัติศาสตร์ของโลก ที่ไม่มีใครบันทึก จากยุคสมัยเมื่อมนุษย์ท่องไปบนถนน ก่อนที่เราได้ใช้อยู่ในทุกวันนี้”

                การรักษาผลผลิตทางอารยธรรมสำหรับช่วงเวลาอันเป็นนิ รันดร์ เพื่อป้องกันอันตรายจากสงครามทำลายล้าง และภัยพิบัติทางธรณีวิทยา ไม่มีสิ่งใดจะมีประสิทธิภาพอันยิ่งไปกว่าการใช้ที่กำบังใต้พิภพ นี่เป็นเรื่องของวันนี้ ที่เป็นเช่นเดียวกับในสมัยแอตแลนติส

                จากประวัติศาสตร์ของชีวิตมนุษย์บนดาวเคราะห์ดวงนี้ มีหลายหน้าที่ขาดหายไปด้วยน้ำมือของกาลเวลา อย่างไรก็ตาม ตำนานก็ได้กล่าวถึงภัยพิบัติอย่างใหญ่หลวงที่กวาดเอาอารยธรรมอันก้าวหน้าหาย ไป ผู้เหลือรอดส่วนใหญ่กลายเป็นผู้ด้อยความเจริญ ผู้ที่ได้รับการฟื้นฟูในกาลต่อมาจากทูตสวรรค์จึงผุดขึ้นมาจากสภาพด้อยความ เจริญ และให้กำเนิดชาติแห่งประวัติศาสตร์โบราณจากจุดที่เราถือกำเนิดมา ชุมชนลึกลับแห่งโอรสพระอาทิตย์นั้นมีขนาดเล็กก็จริง แต่มีความรู้อันยิ่งใหญ่จากวิทยาศาสตร์ขั้นสูง พวกเขาได้ขุดอุโมงค์โยงใยอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในเอเชีย

                การแยกตัวเป็นเอกเทศนับเป็นกฎอมตะของอาณานิคมเหล่า นี้ นักปรัชญา นักวิทยาศาสตร์ กวี ศิลปิน ผู้อุทิศตนเพื่อศาสนา นักเขียน และนักดนตรี ต่างต้องการสภาพแวดล้อมที่มีความสงบ เพื่อจะทำงานของตนได้ พวกเขาไม่ต้องการได้ยินเสียงเดิน เสียงรองเท้าทหาร หรือเสียงร้องเร่ในตลาด การแยกตัวออกไปนี้เป็นพฤติกรรมการป้องกันตัวโดยธรรมชาติของพวกเขานั่นเอง

                การหายลับไปในหุบเขาลับระหว่างเทือกเขาหิมะ หรือซ่อนอยู่ในอุโมงค์ใต้ภูเขา ทำให้ช่วยปกป้องชีวิตของเผ่าพงศ์มนุษย์ไว้ได้ การชี้นำถึงความเป็นจริงเรื่องอาณานิคมเหล่านี้ มาจากดินแดนต่าง ๆ ที่กระจัดกระจายจอย่างกว้างขวาง เช่น อินเดีย อเมริกา ทิเบต รัสเซีย มองโกเลีย และส่วนอื่น ๆ ของโลก รายงานเหล่านี้ปรากฏในอดีตเมื่อห้าพันปีมาแล้ว โดยอยู่นอกเหนือจากความยิ่งใหญ่แห่งกาลเวลา แม้จะมีเรื่องเพ้อฝันเพิ่มเติมเข้ามาจากผู้ที่อาศัยอยู่ในดินแดนต่าง ๆ แต่รายงานเหล่านั้นก็ยังประกอบไปด้วยเชื้อแห่งความเป็นจริงอยู่

                ด็อกเตอร์เฟอร์ดินันด์ โอสเซนดอร์สกี้ แห่งราชบัณฑิตประเทศฝรั่งเศส ได้เขียนเรื่องประหลาดที่ฟังจากเจ้าชายจุลตุน เบย์ลี และพระลามะในมองโกเลีย เมื่อราวห้าสิบปีก่อน ความว่าเคยมีทวีปสองแห่งในมหาสมุทรแอตแลนติก และมหาสมุทรแปซิฟิก ทั้งสองทวีปได้จมลงสู่ทะเลลึก แต่ประชากรบางส่วนในทั้งสองทวีปได้อพยพไปสู่ที่หลบภัยอันกว้างใหญ่ใต้พิภพ ถ้าเหล่านั้นมีแสงประหลาดที่ให้การเติบโตแก่พืชพันธุ์ และให้ชีวิตแก่เผ่าผู้สูญไปจากมนุษยชาติสมัยก่อนประวัติศาสตร์ เผ่าพงศ์นั้นได้ก้าวถึงวิทยาศาสตร์ในระดับสูงแล้ว

                นักปราชญ์เชื้อสายโปแลนด์ท่านนี้กล่าวว่า ผู้คนใต้น้ำแห่งอะฆารดีนั้นบรรลุถึงความสำเร็จทางเทคนิคอย่างใหญ่หลวง มีรถพิเศษที่แล่นไปด้วยความเร็วสูง ผ่านเครือข่ายในอุโมงค์โยงใยอันกว้างใหญ่ในเอเชีย พวกเขาได้ศึกษาถึงชีวิตในโลกอื่น แต่ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของพวกเขานั้นอยู่ในขอบเขตเรื่องจิตใจ

                ในการเดิทางผ่านเตอรกีสถานของจีนหรือซินเกียง นักสำรวจและศิลปินผู้มีชื่อ นามว่า นิโคลัส เรอริช ได้ เห็นระเบียงใต้ดินยาว ประชากรในที่นั้นบอกเขาว่ามีคนประหลาดโผล่มาจากอุโมงค์ใต้ดินเพื่อไปจับจ่าย ในเมืองอยู่ที่จากัน กุเร ใกล้กับเมืองกัลป์กันในประเทศจีน เมื่อ ค.ศ.1935 เรอริชได้เขียนบทความชื่อ “ผู้พิทักษ์” เขาตั้งคำถามว่า “หากมีคนลึกลับนั้นปรากฏในท่ามกลางทะเลทราย ราวกับออกมาจากที่ลับแล้ว พวกเขามิได้มาจากเส้นทางใต้ดินหรอกหรือ?” นิ โคลัส เรอริชถามชาวมองโกลเรื่องผู้มาเยือนลึกลับเหล่านี้ พวกเขาให้ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจแก่เรอริชหลายอย่างด้วยกัน กล่าวคือ คนต่างถิ่นมักจะขี่ม้ามา และเพื่อมิให้น่าสงสัยมากนัก พวกเขาจึงสวมเสื้อผ้าอย่างพ่อค้า คนเลี้ยงสัตว์ หรือทหาร พวกมองโกลมักจะได้ของกำนัลจากคนเหล่านี้ด้วย

                หลักฐานเรื่องมนุษย์ที่มีชื่อเสียงระดับชาติ และความสำเร็จทางศิลปะและทางวิชาการนี้ ไม่อาจมีข้อโต้แย้งได้เลยสักนิด และผู้เขียนเองได้รับสิทธิพิเศษอย่างยิ่งให้ได้พบกับนักสำรวจท่านนี้ในเมือง เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน หลังจากท่านได้เดินทางสำรวจเมื่อปี ค.ศ. 1935

                เห็นจะต้องระบุไว้เสียตรงนี้ว่า ศาสตราจารย์เรอริชและสมาชิกในคณะได้เฝ้าดูแผ่นจานแวววาวใบหนึ่งเหนือเทือก เขาคาราโครัม เมื่อปี ค.ศ.1926 ตอนนั้นเป็นเวลาเช้าแสงแดดสดใส และวัตถุดังกล่าวเห็นชัดเจนจากกล้องส่องทางไกลกำลังสูงสามกล้อง ต่อมายานรูปวงกลมนั้นเปลี่ยนเส้นทางทันที เมื่อสี่สิบปีก่อนเรายังมีมีเครื่องบินหรือบอลลูนในเอเชียกลาง ดังนั้นอากาศยานลำนั้นมาจากอาณานิคมสมัยก่อนประวัติศาสตร์ใช่หรือไม่?

                มาดามเอ. เดวิด-นีล นัก สำรวจทิเบต ได้เขียนเรื่องนักขับโคลงของทิเบตคนหนึ่ง เป็นที่เลื่องลือว่ารู้จัก “วิมานแห่งเทพเจ้า” ในบริเวณทะเลทรายอ้างว้าง และเทือกเขาในมณฑลซินไห่ ประเทศจีน ครั้งหนึ่งเขานำดอกไม้สีฟ้าแห่งฤดูร้อนจากสถานที่นั้นไปให้มาดามเดวิด-นีล หากแต่เวลานั้นบริเวณดังกล่าวมีอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็งถึง 20 องศา และแม่น้ำดิชูก็เป็นน้ำแข็งลึก 6 ฟุต  

โดย : john   วันที่ : 15/5/2555 1:19:50 (IP : 110.168.59.XXX)

ด้วยเรืออาร์คและอากาศยาน



                เรื่องปรัมปราและงานเขียนสมัยโบราณได้แสดงว่า สันสุดท้ายของแอตแลนติสนั้น เป็นวันที่น่าเศร้าสลดอย่างแท้จริง คลื่นในมหาสมุทรขนาดภูเขา พายุและภูเขาไฟระเบิดได้พลุ่งพล่านไปทั่วโลก อารยธรรมมาถึงจุดหยุดนิ่งและมนุษยชาติที่คงเหลืออยู่ก็ลดสภาพสู่ความป่า เถื่อน

                จารึกสุเมเรียนเรื่อง กิลกาเมช กล่าวถึงอุตนาปิชทิม บรรพบุรุษแรกเริ่มของมนุษยชาติ อุนาปิชทิมและครอบครัวเป็นผู้รอดจากน้ำท่วมใหญ่ครั้งนั้นเพียงลำพัง เขาได้ช่วยชีวิตของคน สัตว์ และนก โดยพามาไว้ในเรืออาร์ค เรื่องโนอาห์ในไบเบิลปรากฏว่าเป็นเรื่องที่เขียนขึ้นภายหลังจากเรื่องเดียว กันนั้น

                ในคัมภีร์ เซนต์อะเวสตะ ของ อิหร่าน เราพบตำนานน้ำท่วมอีกเรื่องหนึ่ง กล่าวคือ ท่านยิม่าผู้อาวุโสเปอร์เซีย ได้รับคำสั่งจากเทพอหุระมัซดา ให้เตรียมพร้อมจากน้ำท่วมโลก ด้วยเหตุนี้ยิม่าจึงสร้างอุโมงค์ใหญ่ บรรจุสัตว์และพืชอันเป็นประโยชน์แก่มวลมนุษย์ และปิดไว้ในช่วงภัยพิบัติ ด้วยเหตุนี้ อารยธรรมจึงหลงเหลือหลังจากการทำลายล้างจากน้ำท่วมใหญ่ผ่านไป


แผ่นหินฝาโลงเมืองเชียปาส สลักภาพที่น่าพิศวง


เรืออาร์คของโนอาห์ เมื่อเกิดน้ำท่วมโลก

                เรื่องมหาภารตะของอินเดีย ได้เล่าถึงพระพรหมแปลงกายเป็นปลาเตือน มนุ ผู้เป็นบิดาแห่งเผ่าพันธุ์มนุษย์ ให้เรื่องน้ำท่วมที่กำลังจะเกิดขึ้น มนุ ได้รับแนะนำให้สร้างเรือ และ “พาฤๅษีทั้งเจ็ด และเมล็ดพันธุ์นานาชนิดที่พราหมณ์นับไว้แต่กาลก่อน (ลงเรือ) และเก็บรักษาไว้อย่างดี” มนุ ทำตามคำสั่งของพระพรหม และลงเรือใหญ่ พาฤๅษีทั้งเจ็ดและเมล็ดพันธุ์ไป เพื่อฟื้นฟูผู้รอดชีวิต การเดินทางเป็นปี ๆ บนคลื่นใหญ่ กระทั่งจอดลงบนเทือกเขาหิมาลัย เรื่องพื้นบ้านของอินเดียระบุถึงมะละนีในหุบเขากุลุ ว่าเป็นเมืองของ มนุ เป็นจุดที่มนุจะขึ้นฝั่ง ปกติแล้วตำบลนั้นเรียกกันว่า อารยวรรตดินแดนแห่งอารยัน และในมะนะลีในเทือกเขาหิมาลัยนั้นเอง เป็นสถานที่ที่ผู้เขียนได้เขียนหนังสือบทนี้

                ความคล้ายคลึงกันของการกู้ชีวิตของโนอาห์กับของมนุ นั้น ดูเหมือนไม่ใช่เรื่องบังเอิญ นับเป็นเรื่องจริงที่ชัดเจน ที่ในบันทึกทั้งหลายเกี่ยวกับน้ำท่วมใหญ่มีคนได้รับเลือกให้รู้ล่วงหน้าถึง มหันตภัยในโลก


โนอาห์ของเมโสโปเตเมียและเรือ ภาพสลักนี้อายุราว 3,000 ปี ก่อนคริสตกาล

                การหนีจากดินแดนแอตแลนติสอันน่าเศร้า ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยอากาศยาน และเรือเดินทะเล มีเรื่องในประวัติศาสตร์มากมายที่สนับสนุนทฤษฎีที่ออกจะเพ้อฝันนี้ ชาวเอสกิโมมีตำนานประหลาด กล่าวว่าพวกตนถูกนกเหล็กขนาดยักษ์พาไปทางเหนือ ที่เต็มไปด้วยน้ำแข็ง นี่มิได้หมายถึงการมีอยู่ของอากาศยานในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ของมนุษย์หรอกหรือ?

                ชาวพื้นเมืองของดินแดนตอนเหนือของออสเตรเลียมี เรื่องน้ำท่วมและคนกึ่งนก คะรันผู้เป็นหัวหน้าได้ให้ปีกแก่วาร์กและไวร์ เมื่อ “น้ำเต็มลำธาร และทะเลเอ่อสูง และท่วมทั้งดินแดน ภูเขา ต้นไม้ และทุกสิ่ง” จากนั้นคะรันก็บินจากไป และนั่งลงข้างพระจันทร์ ขณะที่คนกึ่งนกเฝ้ามองดูเขา มหากาพย์กิลกาเมชได้ให้ภาพอย่างชัดเจน ถึงวันแห่งความพินาศของโลก

                     “จากการสรรค์สร้างสวรรค์ เมฆครึ้มดำจึงบังเกิด
                เมฆทั้งมวลอันสดใสผันแปรไปเป็นคลื่นคล้ำ
                พี่มิได้เห็นน้องอีกต่อไป
                ชาวฟ้ามิอาจจดจำกันได้อีกต่อไป
                เทพเจ้ากลัวน้ำท่วม
                เขารีบหนีไป เขาไต่ถึงสวรรค์แห่งอนุ”


                ใครคือชาวฟ้า ใครคือเทพเจ้ากลัวน้ำท่วม และอพยพหลบภัยในสวรรค์ หากพวกเราคือตัวตนอันอมตะ พวกเขาก็ไม่น่าจะหวาดกลัวภัยร้ายนั้น เรื่องนี้ปรากฏว่าชาวฟ้ามิใช่ใครอื่น นอกจากผู้คนชาวแอตแลนติส ผู้มีอากาศยานหรือกระทั่งยานอวกาศ ในศาสนาของสุเมเรียน สวรรค์แห่งอนุก็คือที่พำนักแห่งอนุ ผู้เป็นบิดาแห่งทวยเทพ ความหมายนั้นเกี่ยวกันกับคำว่า “สูงยิ่งขึ้นไปและลึกต่ำลงมา” ทุกวันนี้เราเรียกสิ่งนี้ว่า อวกาศ ชาวฟ้าหนีไปอยู่ในอวกาศ นั่นคือการตีความข้อความอันน่าพิศวงของมหากาพย์

                คัมภีร์ ไดซัน (Book of Dyzan) ที่ เฮเลนา บลาวาตสกี ได้รับจากอาศรมในเอกเขาหิมาลัยเมื่อประมาณร้อยปีก่อน อาจจะเป็นประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งที่หายไปของมนุษยชาติก็ได้ “น้ำท่วมใหญ่ครั้งแรกได้มาถึง กลืนเอาเกาะใหญ่ทั้งเจ็ด ทวยเทพทั้งปวงรอดพ้น ผู้คนถูกทำลาย”

                การกล่าวอธิบายเพิ่มเติมแต่สมัยโบราณถึงหนังสือ เล่มนี้นั้น ปรากฏชัดเจนมาก เกี่ยวกับการอพยพที่เกิดขึ้นในแอตแลนติส กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ผู้มี “ใบหน้าอันท่าพิศวง” ผู้นำของผู้รู้แจ้งในแอตแลนติส ได้เห็นภัยพิบัติอันมิอาจเลี่ยงได้นั้น จึงส่งข่าวสารกับอากาศยานไปยังพี่น้องผู้เป็นหัวหน้า ความว่า “จงเตรียมตัว มนุษย์ในกฎแห่งความดีจงลุกขึ้น และข้ามแผ่นดินไปเมื่อน้ำแล้ง” แผน การนี้จะต้องปรากฏเป็นรูปธรรมอย่างเป็นความลับ จากผู้ปกครองชั่วร้ายที่ทรงอำนาจของจักรวรรดินั้น จากนั้นคืนอันมืดมิดคืนหนึ่ง เมื่อประชาชนในกฎแห่งความดีอยู่ไกลโพ้นจากอันตรายของคลื่นน้ำ กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งมนุษย์ก็สั่งชุมนุมขุนนางชั้นผู้ใหญ่ และร่ำไห้อาลัย เมื่อเวลาผ่านไป เจ้านายชั้นสูงลงจากวิมาน (อากาศยาน) และตามเผ่าพงศ์ของตนไปยังดินแดนทางตะวันออกและทางเหนือ หรือแอฟริกาและยุโรป ในเวลาเดียวกัน ห่าอุกกาบตก็ตกลงมายังอาณาจักรแอตแลนติส ที่ปุถุชนคนธรรมดาหลับใหลอยู่


เฮเลนา เพทรอฟนา นักเขียนและนักวิชาการชาวรัสเซีย

                ความเป็นไปได้ของการอพยพล่าถอยจากแอตแลนติส โดยอาศัยอากาศยานนั้น มีค่าแก่การคาดคะเนในทางวิทยาสตร์ แม้ไม่จำต้องยอมรับก็ตาม ดังเห็นได้จากข้อสรุป จากภาพวาดในหนังสือ สารานุกรมการเดินทางระหว่างดวงดาว (Interplanetary Travel Encyclopanedia) ที่รวบรวมโดยศาสตราจารย์ เอ็น. เอ. ไรนิน แห่งสหภาพโซเวียต ซึ่งวาดภาพนักบวชชั้นสูงชาวแอตแลนติสโดยสารอากาศยาน มีฉากหลังเป็นแอตแลนติสกำลังจม

                เป็นเรื่องแน่ชัดแล้วว่า มีคนไม่กี่คนเท่านั้นที่มีอากาศยาน หรืออวกาศยานในยุคก่อนน้ำท่วมในสมัยเรานี้ เครื่องบินและจรวดต่างเป็นของรัฐ และบริษัทใหญ่ ๆ สถานการณ์นี้อาจจะคล้ายคลึงกันอย่างมากกับในสมัยแอตแลนติสก็ได้

                ชาวบาบิโลนได้รักษาความทรงจำเรื่องนักบิน หรือนักบินอวกาศสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในภาพของเอทานา ผู้เป็นนักบิน ในพิพิธภัณฑ์เบอร์ลิน มีทรงกระบอกปิดผนึก แสดงภาพเอทานาเหินอยู่ในอากาศ บนหลังนกอินทรีอยู่ระหว่างดวงอาทิตย์และดวงจันทร์

                ในพาเลนเกอร์ ประเทศเม็กซิโก มีแบบลายที่น่าสนใจบนโลงหินในพีระมิดที่นักโบราณคดีชื่อ รุซ-ลิลเลียร์ ได้ค้นพบ ลายดังกล่าวเป็นแบบมายา แสดงภาพคนกำลังนั่งในเครื่องยนต์คล้ายจรวด ท่าทางเหน็ดเหนื่อยมาก เขาก้มไปข้างหน้า และมือวางบนคันบังคับ กรวยจรวดนั้นประกอบด้วยวัตถุน่ามหัศจรรย์จำนวนมาก ซึ่งน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของกลไกนั้น หลังจากวิเคราะห์รหัสจำนวนมหาศาล ทาเรดและมิลโลแห่งฝรั่งเศสก็สรุปได้ว่า นั่นเป็นแนวคิดของพวกมายา แสดงถึงนักบันอวกาศในอวกาศยาน

                ส่วนอักษรฮีโรกลิฟิกที่ขอบแผ่นหินนั้น หมายถึงพระอาทิตย์ พระจันทร์ และดาวเหนือ ซึ่งมีส่วนช่วยในการตีความทางอวกาศ นอกจากนี้ยังมีวันที่สองวันบนหลุมศพ นั้นคือ ค.ศ.606 และ ค.ศ.633 ทำให้ดูคลุมเครือ อย่างไรก็ตาม หากนักบวชท่านนี้ฝั่งอยู่ในหลุม ก็ไม่เป็นเพียงนักบวชนักบินอวกาศเท่านั้น หากยังเป็นผู้รักษาเรื่องเล่าของอเมริกากลางเกี่ยวกับเทพเจ้าในอวกาศด้วย ดังนั้นภาพประดับนี้จึงอาจจะเป็นที่ระลึกของการเดินทางในอวกาศก็ได้

                เรื่องเล่าเกี่ยวกับอากาศยานในสมัยโบราณ อาจจะสะท้อนอะไรบางอย่างจากการบินและการบินอวกาศในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ เมื่อนักแอตแลนติสวิทยาบางท่านเชื่อมั่นว่ามีอารยธรรมขั้นสูงก่อนยุคน้ำท่วม คำอธิบายนี้ก็อาจไม่ไกลเกินจริงนัก

 

โดย : john   วันที่ : 15/5/2555 1:07:05 (IP : 110.168.59.XXX)

ใช้งานเฉพาะสมาชิก
กรุณา Login เข้าสู่ระบบ